วัดม่วยต่อ ตั้งอยู่ เลขที่ 104 หมู่ 1 บ้านขุนยวม ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
วัดม่วยต่อ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยวม โดดเด่นด้วยวิหารไม้สักทอง หลังคาทรงไทย รายล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงาม คำว่า “ม่วยต่อ” ภาษาไทใหญ่ที่คนทั่วไปเรียกเพี้ยนไปจากสำเนียงที่แท้จริง ซึ่งจะต้องออกเสียง ว่า “หม่วยต่อ” แปลว่า พระธาตุวัดหม่วยต่อ ก็คือ วัดพระธาตุ ใน ภาษาไทยกลางนั่นเอง อย่างไรก็ตาม อีกกระแสหนึ่งกล่าวว่า “ม่วย ต่อ” เป็นภาษาไทยเหนือ แปลว่า “ไม้ไผ่ต่อ” สื่อถึงไม้ไผ่ที่มัดรวมกันเป็นแพ ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงความสามัคคีของชาวบ้านในการสร้างวัดแห่งนี้นั่นเอง วัดแห่งนี้มีอายุมากกว่า 150 ปี ในอดีตวัดม่วย ต่อตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของเมืองขุนยวม คนท้องถิ่นเรียกวัดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “จองเนื้อ” หรือ “วัดทิศเหนือ”
แต่เดิมเป็นวัดร้างที่เหลือเพียงซากพระธาตุและวิหารเก่า ปี พ.ศ. 2397 มีพระธุดงค์มาอาศัยพักระหว่างเดินธุดงค์ เมื่อชาวบ้านเริ่มเลื่อมใสมากขึ้นจึงช่วยกันสร้างศาลา การเปรียญแบบไต (ไทใหญ่) ขึ้นมาใช้ชั่วคราว และเรียก วัดนี้ว่า “จองหม่วยต่อ” (“จอง” ภาษาไทใหญ่ แปลว่า วัด) พ.ศ. 2451 มีศรัทธาลุงจองหลู่และครอบครัว พร้อมด้วย ศรัทธาทั้งหลาย ร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญแบบไทใหญ่ เป็นอาคารถาวรขึ้นหลังหนึ่ง แทนศาลาหลังเก่าที่ชำรุดทรุด โทรม พร้อมกับสร้างพระประธานแบบก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ขึ้นเป็นองค์แรก (องค์ซ้ายมือ) ปีต่อมา พระโพธิญาณ เจ้าอาวาสองค์ที่ 2 พร้อมด้วยลูกศิษย์ได้สร้างพระประธาน องค์ที่ 2 ขึ้น พ.ศ.2471 ศรัทธาแม่เฒ่าพะก่าหม่านจี่ พา นิชยานนท์และครอบครัว พร้อมด้วยศรัทธาอื่นๆ ร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญเพิ่ม 1 หลัง พร้อมกับสร้างหอไตร แบบไทใหญ่ใต้ฐานเจดีย์และศาลาบำเพ็ญสมณธรรม (สลอบ อาหยุ่ง) ด้านหน้าพระธาตุเจดีย์
พ.ศ. 2472 ศรัทธาพ่อเฒ่าจองยอย แม่เฒ่าจองออย วัฒนมาลาและครอบครัว พร้อมด้วยศรัทธาชาวบ้านขุนยวม ได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างพระประธานขึ้น 1 องค์ เป็นองค์ที่ 3 และ สร้างศาลาการเปรียญเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง พ.ศ. 2439 นาย พะกะเปอพร้อมด้วยคณะศรัทธา ได้ร่วมแรงสามัคคีกันสร้าง พระธาตุเจดีย์ขึ้น 4 องค์ ปัจจุบันเหลือเพียง 3 องค์ เพราะ องค์ที่ 4 ทรุดพังลงจนไม่สามารถบูรณะได้ ส่วน 3 องค์ ที่เหลือนั้น พระมหาธรรมศรฐานิสสโร ได้เชิญชวนศรัทธา ขณะ ญาติโยมที่มีจิตศรัทธาร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ เดียวกันศรัทธานายส่ง กานหลู่ บุญลืนและคณะศรัทธาทั้ง หลายได้ร่วมกันสร้างศาลาหน้าองค์พระเจดีย์ 1 หลัง เพื่อเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมของพระสงฆ์และเป็นที่จำศีลภาวนาของสัตบุรุษ พ.ศ. 2512 พระครูอนุสรณ์ศาสนกิจ ได้เชิญชวนศรัทธาประชาชนร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ศาลา การเปรียญด้านหน้าซึ่งชำรุดทรุดโทรมมากให้เป็นอาคารถาวรแบบใหม่ ที่มีลักษณะหลังคาทรงไทยภาคกลาง ทำให้วัดม่วยต่อกลายเป็นศาสนสถานที่มีการผสมผสานทางสถาปัตยกรรม ระหว่างศิลปะแบบไทใหญ่และไทยภาคกลาง เข้าด้วยกันอย่างโดดเด่นสวยงาม
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่น ได้ตัดถนนเข้ามายังขุนยวม เพื่อใช้เป็นเส้นทางเดินทัพเข้าสู่พม่าด้านรัฐคะยาห์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงช่วงสิ้นสุดสงคราม ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามครั้งนี้ ทหารญี่ปุ่นจึงต้องยกทัพกลับโดยการเดินเท้าผ่านเข้ามายังอำเภอขุนยวมอีกครั้ง และวัดม่วยต่อก็ถูกใช้เป็นโรงพยาบาลสนามชั่วคราว และในระหว่างนั้น ก็มีทหารหลายรายเสียชีวิตลง จึงได้มีการฝังศพไว้ในบริเวณวัดม่วยต่อแห่งนี้ด้วย
ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญ
1. พระพุทธศรีรัตน (หลวงพ่อสมปรารถนาทันใจ)
2. พระธาตุเจดีย์ 121 ปี ประจำนักษัตรปีวอก เป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ ล้อมรอบด้วยพระเจดีย์บริวาร
3. พระผ่องต่ออู หรือ พระบัวเข็มทั้ง 5 องค์ จำลองแบบมาจาก “พระบัวเข็ม” หรือ “พระอุปคุต” แห่งวัดผ่องด่ออู ทะเลสาบอินเล รัฐฉาน ประเทศพม่า ด้วยแรงศรัทธาในองค์พระอุปคุต จึงมีผู้มาปิดทองอยู่ไม่ขาดสาย ยิ่งนานวันเข้าทองก็ยิ่งหนาขึ้น จนมองไม่เห็น เค้าโครงเดิมขององค์พระพระบัวเข็มหรือพระอุปคุต ซึ่งแกะขึ้นจากกิ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดีย เป็นรูปพระเถระนั่งก้มหน้ามีใบบัวคลุมศีรษะ และมีเข็มหมุดปักอยู่ตามตัวหลายแห่ง นั่งอยู่บนฐานบัวหงาย-บัวคว่ำ เมื่อหงายใต้ฐานดูจะพบลายปั้นทรงนูนต่ำรูปดอกบัว ใบบัว และรูปปลา ลงรักปิดทอง ตามตำนาน พระอุปคุตท่านจำศีลอยู่กลางทะเล
4. พระพาราเหม่ป้อก อายุ 109 ปี
5. หอระฆังชารินีบูชานุสรณ์ หอระฆังนี้สร้างขึ้นเพื่อแขวนระฆังเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี (พ.ศ. 2442)
6. อนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น
7. ต้นลิ้นจี่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงปลูกพระราชทาน
พระครูอนุสรณ์ศาสนกิจ
เจ้าอาวาสวัดม่วยต่อ