วัดหัวเวียง ตั้งอยู่ เลขที่ 15 ถนนสิงหนาทบำรุง ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน
วัดหัวเวียง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2406 ตามประวัติระบุว่า หัวเวียง ก็คือ หัวเมือง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2309 จากนั้นจึงได้สร้างวัดขึ้นภายหลัง ซึ่งไม่ทราบนามผู้สร้างวัด ทราบแต่เพียงเป็นวัดแห่งที่ 2 ของเมืองแม่ฮ่องสอน ชาวเมืองแม่ฮ่องสอนเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดกลางเวียง”
ในสมัยก่อนด้านทิศเหนือของวัดเป็นป่าเขา เสาศาลาการเปรียญของวัดก็ไปตัดเอาตามป่าเขา ดังกล่าว แต่ปัจจุบันแปรเปลี่ยนเป็นบ้านเรือนไปหมดแล้ว หากเดินเข้าไปในบริเวณวัด จะเห็นศาลาการเปรียญหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ โดยศาลาการเปรียญหลังแรกของวัดหัวเวียงนั้น สร้างขึ้นเป็นหลังๆ รวม 7 หลังด้วยกัน ได้รับศรัทธาจากหลายๆ คนสร้างถวายต่อเติมออกไปทีละหลัง และได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นไว้ที่ศาลาการเปรียญ รวม 9 องค์ พระประธานองค์ใหญ่สุด หน้าตักกว้าง xx เมตร สูง 3.25 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2420 อย่างไรก็ตาม ศาลาการเปรียญหลังเก่าทั้ง 7 หลังนั้นได้ถูกรื้อถอน ไปหมดแล้วในปี พ.ศ. 2515 ต่อมาต้นปี พ.ศ. 2516 ก็ได้ เริ่มสร้างศาลาการเปรียญหลังปัจจุบันขึ้นมาใหม่ แล้วเสร็จ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2517 รวมระยะเวลาการก่อสร้าง 1 ปี 8 เดือน โดยมีการจัดงานฉลองเมื่อวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์2518
วัดหัวเวียง มีเจ้าอาวาสตั้งแต่รูปแรกจนถึงปัจจุบัน รวม 5 รูป เป็นที่ประดิษฐาน “พระมหามุนี” หรือ “พระเจ้า พาราละแข่ง” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2519
ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญ
1. วิหารพระเจ้าพาราละแข่ง เป็นวิหารไม้ ศิลปกรรมแบบ ไทใหญ่ โดยอาคารมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน มีส่วน ยอดที่ทำเป็นหลังคาซ้อนชั้นเหมือนปราสาท จำนวน 2 ยอด ยอดแรกเป็นปยาทาด (ปราสาท) แบบพม่า 5 ชั้น มีฉัตร ครอบ ส่วนอีกยอดหนึ่งเป็นปยาทาดมีโดมด้านบน สลัก ลวดลายสังกะสีประกอบทุกชั้นหลังคา ได้รับอิทธิพลศิลปะ ตะวันตกแบบอังกฤษ (ยอดแบบอังกฤษ) เป็นที่ประดิษฐาน “พระเจ้าพาราละแข่ง” พระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองแม่ฮ่องสอน
2. พระเจ้าพาราละแข่ง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2416 เป็น พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่จำลองมาจากพระมหามัยมุนี พระพุทธ รูปสำคัญของพม่า คำว่า “พาราละแข่ง” เป็นภาษาไทใหญ่ แปลว่า “พระพุทธรูปยะไข่” เนื่องจากสร้างขึ้นโดยมีพระ มหามัยมุนีแห่งดินแดนยะไข่ของพม่าเป็นต้นแบบนั่นเอง ในบรรดาพระมหามัยมุนีจำลองในประเทศไทย พระเจ้า พาราละแข่งถือเป็นองค์ที่เก่าแก่ที่สุด เพราะสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2416 หลังจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่วัด พระมหามัยมุนีที่เมืองมัณฑะเลย์ ตำนานการสร้างพระพุทธรูปองค์ นี้กล่าวไว้ว่า จองโพหญ้าและจองหวุ่นนะ สองพ่อค้าวัว พร้อมด้วยคณะ เดินทางไปยังเมืองมัณฑะเลย์เพื่อจัดสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ และยังได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าเม็ดข้าวโพดที่พบในเชี่ยนหมากในป่า เมื่อสร้างพระพุทธรูปเสร็จจึงได้แยกออกเป็น 4 ชิ้น บรรทุกลงเรือ 9 ลำ น้ำหนักรวม 999 กิโลกรัม ล่องมาตามแม่น้ำสาละวิน ขึ้นที่ท่าเรือบ้านท่าโป่งแดง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้นนำไปประกอบที่วัดพระธาตุดอยกองมูและวัดพระนอน ก่อนอัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดหัวเวียงจนถึงปัจจุบัน นอกจาก นี้ยังมี “พิธีล้างพระพักตร์พระเจ้าพาราละแข่ง” หรือ “ปอยพาราละแข่ง” ช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ชาวพม่าเชื่อว่าพระมหามัยมุนีได้รับลมหายใจจากพระพุทธเจ้า ทำให้ทุกเช้าจะมีพิธีล้างพระพักตร์และถวายข้าวมธุปายาส ซึ่งประเพณีนี้ได้ถูกนำมาปฏิบัติที่วัดหัวเวียงปีละครั้งเท่านั้น นับตั้งแต่มีการอัญเชิญพระเจ้าพาราละแข่งมาประดิษฐาน ไว้ ณ วัดหัวเวียง ในปี พ.ศ. 2479 เป็นต้นมา
3. พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถหลังใหม่ สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมไทใหญ่ผสมพม่า เป็นอาคารคอนกรีต หลังคาซ้อนกันหลายชั้น ยกจั่วขึ้น แล้วมีหลังคาขนาดเล็กกว่าทิ้งชายครอบลงมา มีสองจั่ว และหลังคาซ้อนสามชั้น เรียก “อาคารสองคอสามชาย” หรือในภาษาไทใหญ่เรียก “เจตบุน” โดดเด่นด้วยงานประดับปานซอย-ปานถ่อง ที่ชายคาอันวิจิตรงดงาม
4. พระพุทธรูป ๕ องค์ โดยพระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่นั้น จะอยู่ตรงกลางหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.๒๔๐๖ ส่วนองค์รองลงมาตั้งอยู่ด้านหน้า ขององค์ใหญ่ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกเช่นกัน ส่วน องค์เล็กอีก ๒ องค์ สร้างไว้ทางทิศใต้ และอีก ๑ องค์ หัน พระพักตร์ไปทางทิศเหนือ
5. เจดีย์ทรงระฆังคว่ำมีฉัตรครอบ เป็นอิทธิพลพุทธศิลป์ มอญ – พม่า ตั้งอยู่บนฐานซ้อนสามชั้น ชั้นหนึ่งเป็นทรงกลม อีกชั้นเป็นสี่เหลี่ยม และอีกชั้นเป็นแปดเหลี่ยม รอบฐานพระเจดีย์ประดับด้วย “ปูรณฆฏะ” หรือหม้อดอกไม้ แห่งความอุดมสมบูรณ์ และนรสิงห์ หรือที่พม่าเรียกว่า “มนุษย์สิงห์” ลำตัวเป็นสิงห์สองตน แต่มีใบหน้าเป็นมนุษย์ ใบหน้าเดียว นัยว่าเป็นสัญลักษณ์ของพระอุตตระกับ พระโสณะ สมณทูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อราว 2,300 ปีก่อน ตามตำนานของชาวมอญระบุว่า สมณทูตทั้งสองแสดง อภินิหารแปลงร่างเป็นมนุษย์สิงห์ให้นางยักขินีหวาดกลัว ไม่มารบกวนการเผยแผ่ศาสนา ซึ่งทั้งมนุษย์สิงห์และปูรณฆฏะ เป็นพุทธศิลป์ยอดนิยมที่พบเห็นได้ทั่วไปตามวัดวาอาราม ของพม่า
พระมหาอินศวร อคคปญฺโญ
เจ้าอาวาสวัดหัวเวียง