loaderimg
image

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

วัดพระสิงห์ เดิมชื่อว่า “วัดลีเชียงพระ” คำว่า “ลี” แปลว่าตลาด ด้วยหน้าวัดแต่เดิมเป็นตลาด ที่ยาวไปถึงกลางเวียง (บางแห่ง “ลี” แปลว่า หนองน้ำที่มีการซื้อขาย และเปิดตลาด ความหมายจึงแปลว่า ตลาดโดยปริยาย)

สร้างขึ้นในสมัยพญาผายู กษัตริย์องค์ที่ 5 ในราชวงศ์มังราย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 1888 พร้อมทั้งสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา โดยพญาผายู ได้มาประทับที่เมืองเชียงใหม่เป็นการถาวร (โดยรัชกาลก่อนหน้าประทับที่เชียงราย และเชียงแสน)

มีพระพุทธรูปสำคัญอยู่องค์หนึ่งคือ พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญพระสิงห์ มาจากเมืองกำแพงเพชร แล้วจึง ให้ช่างซ่อมนิ้วพระหัตถ์ที่ชำรุดที่เมืองเชียงราย จากนั้นนำมาถวายแด่พระเจ้าแสนเมืองมา ณ เมืองเชียงใหม่ แต่พอราชรถที่อัญเชิญพระสิงห์มาถึงวัด มีเหตุให้ต้องอัญเชิญประดิษฐานไว้ที่นี่ ปัจจุบันพระสิงห์ประดิษฐาน ณ พระวิหารลายคำ โดยพระสิงห์เป็น “ชุธาตุ” ของ ผู้ที่เกิดปีสี หรือปีมะโรง ซึ่งอีกนัยยะหนึ่ง ด้วยพระสิงห์ได้สร้างมาจากการเนรมิตกายของพญานาคตามตำนานสิหิงคนิทาน ถือเป็นตัวแทนแห่งพระพุทธเจ้านั่นเอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 1925 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 14 เมตร ยาว 39.20 เมตร

ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญ

1. พระวิหารหลวง พระวิหารหลังนี้สร้างขึ้นแทนวิหารหลังเก่า โดยครูบาศรีวิชัย เมื่อปี พ.ศ. 2467 เป็นการผสมผสาน ระหว่างศิลปะรัตนโกสินทร์และศิลปะล้านนา ดูได้จากหน้าบันที่ประดับรูปนารายณ์ทรงครุฑ รายล้อมด้วยลายพรรณพฤกษา ซึ่งไม่เคยปรากฏในศิลปะล้านนา แทรกด้วยรูปเสือนักษัตรประจำปีขาล อันเป็นปีเกิดของครูบาศรีวิชัย ภายใน พระวิหารหลวงยังประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ (หลวงพ่อโต) พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 5.50 เมตร สูง 5 เมตร สร้างประมาณปี พ.ศ. 2363

2. พระอุโบสถ ตั้งอยู่ด้านหลังพระวิหารหลวง เป็นสถาปัตยกรรมล้านนา มีหลักหินเสมาปักอยู่โดยรอบ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะใบเสมาอย่างที่เราคุ้นเคยกัน ตามหลักศิลาจารึกกล่าวว่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิละ พ.ศ. 2355 ลักษณะโดดเด่นคือ มีมุข 2 ด้าน มีมณฑปตั้งอยู่กึ่งกลาง ซึ่งประดิษฐานพระเจ้าทองทิพย์ (องค์จำลอง) ไว้ภายใน ตามประวัติ พระเจ้าทอง ทิพย์เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 1 ศอก พญาติโลกราช กษัตริย์เชียงใหม่ องค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในการทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 8 ณ เมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2020 พระอุโบสถแห่งนี้ยังมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “พระอุโบสถสองสงฆ์” สร้างขึ้นเพื่อจำลองการทำสังฆกรรม ของพระภิกษุสงฆ์และพระภิกษุณีสงฆ์ในอดีต

3. พระวิหารลายคำ ถือเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาขนานแท้ เพียงไม่กี่แห่ง ที่ยังหลงเหลืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากใน ปัจจุบัน ภายในประดิษฐานพระประธานประจำวิหาร คือ พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์ โดยมีภาพพื้นหลังเป็นลายคำ หรือลวดลายสีทองบนพื้นสีแดง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าวิจิตรงดงามที่สุดในล้านนา เป็นลายคำที่ผสมผสานกันระหว่างรูปกู่พระเจ้าแบบล้านนาไทย กับลวดลายมงคลอย่างหงส์ มังกร และก้อนเมฆแบบจีน นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงเรื่องราวสังข์ทองและสุวรรณหงส์ ในเอกสารชินกาลมาลีปกรณ์ ได้กล่าวไว้ว่า “พระเมืองแก้วได้โปรดให้สร้างวิหารนี้ เมื่อ พ.ศ. 2061” พระพุทธสิหิงค์ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการอัญเชิญออกแห้ให้ประชาชนได้ร่วมสรงน้ำในงานประเพณีสงกรานต์ของทุกปี

4. พระมหาเจดีย์ หรือพระธาตุหลวง สูง 25 วา ฐานสี่เหลี่ยม ด้านละ 8 วา 118 นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. 1888 ต่อมาภายหลัง พ.ศ. 2469 พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และครูบาศรีวิชัย ได้นำประชาชน ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและเสริมองค์พระธาตุเจดีย์ ให้สูงใหญ่ขึ้น ปัจจุบันได้ทำการปิดทองจังโก ถือเป็นหนึ่งใน เจดีย์ทรงระฆังที่เก่าแก่ที่สุดของเชียงใหม่ และยังเป็นพระธาตุเจดีย์ประจำปีเกิดปีมะโรง ตามคติความเชื่อแบบล้านนาด้วย

5. หอธรรม หรือ หอไตร ตั้งอยู่ด้านหน้าพระวิหารหลวง เป็น สถาปัตยกรรมล้านนาเก่าแก่ กว้าง 9.70 เมตร ยาว 22.20 เมตร ครูบาศรีวิชัยเป็นประธานในการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2467 มี 2 ชั้น ประดับตกแต่งชั้นล่างด้วยปูนปั้น เหล่าทวยเทพเทวดาในลีลาต่าง ๆ ทำให้หอธรรมนี้มีความโดดเด่นงดงามที่สุดอีกแห่งหนึ่งของภาคเหนือ

6. วิหารพระพุทธไสยาสน์หรือวิหารพระนอน สร้างประมาณ ปี พ.ศ. 2049 ทำการบูรณะครั้งที่ 1 เมื่อพ.ศ. 2493 ในสมัยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อตฺตสิโว) เป็นเจ้าอาวาส บูรณะครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2537 ในสมัยพระธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวโร) เป็นเจ้าอาวาส และบูรณะล่าสุดในปี พ.ศ. 2567 โดยมี พระเทพสิงหวราจารย์ (โสภณ โสภโณ) เป็นเจ้าอาวาส และเป็นประธานในการบูรณะ

7. กู่พระบรมอัฐิพญาคำฟู เป็นกู่เล็กๆ อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ทางทิศเหนือเยื้องขวาไปประมาณ 10 เมตร ด้านเหนือวิหาร สมัยครูบาศรีวิชัยมาแผ้วถางบูรณะวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ได้ค้นพบกู่อัฐิซึ่งข้างในมีผอบบรรจุอัฐิซ้อนกัน 3 ใบ ชั้นนอกทำด้วยทองเหลืองหนัก 254 บาท 3 สลึง สูง 23 นิ้ว ชั้น กลางทำด้วยเงินหนัก 185 บาท 2 สลึง สูง 18 นิ้ว ชั้นใน สุดทำด้วยทองคำหนัก 122 บาท 2 สลึง สูง 14 นิ้ว และยังพบแผ่นทองจารึกเรื่องราวต่างๆ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอัฐิ ของพญาคำฟู ทางราชการได้นำไปเก็บไว้ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ชั่วคราว ซึ่งตั้งอยู่ที่ช่วงสิงห์ แต่ขณะนั้นเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ผอบทั้ง 3 ใบ และจารึก ตลอดทั้งเครื่องราชูปโภคได้สูญหายไประหว่างเกิดสงคราม ประมาณ พ.ศ. 2484

8. พระวิหารพระเจ้าทันใจ เป็นสถาปัตยกรรมล้านนา กว้าง 6.30 เมตร ยาว 10.40 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2564

9. พระเจ้าทันใจ หน้าตักกว้าง 36 นิ้ว สูง 46 นิ้ว เดิมประดิษฐานในพระวิหารหลังเล็ก อยู่นอกเขตพุทธาวาส ติดกับ อาคารเรียน ทางวัดได้ขออนุญาตกรมศิลปากร สร้างพระวิหารหลังใหม่ให้อยู่ในเขตพุทธาวาส และอัญเชิญพระเจ้าทันใจมาประดิษฐานเมื่อ พ.ศ. 2564

10. อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ตั้งอยู่ที่แท่นวงเวียนหน้าวิหารหลวง สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงครูบาศรีวิชัย อดีตเจ้าอาวาสวัด พระสิงห์ ผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการบูรณะซ่อมแซมทำนุบำรุงวัด ตลอดระยะเวลาที่ท่านอยู่จำพรรษาที่นี่ 13 พรรษา เดิมที มีกุฏิไม้สักโบราณของท่านด้วย แต่ได้ถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว

 

พระเทพสิงหวราจารย์ (โสภณ โสภโณ) รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร

ลักษณะพิเศษ

ให้คะแนนและเขียนรีวิว

Your Rating for this listing

angry
crying
sleeping
smily
cool
Browse

Your review is recommended to be at least 140 characters long

image

แสดงเวลาทำการทั้งหมด
  • วันจันทร์08:00 - 17:00
  • วันอังคาร08:00 - 17:00
  • วันพุธ08:00 - 17:00
  • วันพฤหัส08:00 - 17:00
  • วันศุกร์08:00 - 17:00
  • วันเสาร์08:00 - 17:00
  • วันอาทิตย์08:00 - 17:00
image