พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 335 ถนนรอบเมืองใน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน
วัดพระธาตุหริภุญชัย เป็นปูชนียสถาน อันศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองลำพูนมาอย่างยาวนาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 17 เดิม เป็นพระราชวังของพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัยองค์ที่ 33 ต่อจากพระนาง จามเทวี ปฐมบรมกษัตริย์แห่งเมืองหริภุญชัย พระองค์ได้ถวายพระราชวังให้เป็นสังฆาราม ด้วยความเลื่อมใสเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา โปรดให้รื้อกำแพงชั้นนอกออกแล้วปั้นสิงห์ประดับเครื่องทรงขนาดใหญ่คู่หนึ่งไว้ที่ซุ้มประตู ทิศตะวันออก วัดนี้จึงมีกำแพง 2 ชั้น คือรอบวัด ชั้นนอกชั้นหนึ่ง ตามรูปแบบพระราชวังเดิมของพระเจ้าอาทิตยราช และก่อกำแพงเป็นศาลาบาตรรอบองค์พระธาตุหริภุญชัยเป็นกำแพงชั้นในอีกชั้นหนึ่ง
พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ประกอบด้วย ธาตุกระหม่อม ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท มีซุ้มทวารเข้า – ออก ทะลุถึงกันทั้งสี่ด้าน มีปราสาทสี่เหลี่ยมอยู่ตรงมุมๆ ละองค์ ก่อด้วยศิลาแลง ภายในเป็นแท่นประดิษฐานพระโกศที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในสมัยพญาสรรพสิทธิ์ กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวี โปรดให้ปฏิสังขรณ์เจดีย์เดิมที่พระเจ้าอาทิตยราชทรงสร้างไว้ และได้ขุดร่องทวารประตูเข้า-ออกทั้งสี่เพื่อความปลอดภัย รูปทรงสัณฐานขององค์พระบรมธาตุยังคงลักษณะเดิม คือเป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยมกว้างใหญ่และสูง เมื่อพญามังรายตีเมือง หริภุญชัยได้ โปรดให้ซ่อมแซมดัดแปลงองค์พระธาตุขึ้นใหม่ การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ได้เปลี่ยนรูปทรงองค์พระธาตุจากทรงปราสาทเป็นพระเจดีย์ทรงระฆังล้านนา และเสริมให้สูง 70 ศอก
ในสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ประมาณ พ.ศ. 1951 โปรด ให้มีการปิดทององค์พระธาตุ พ.ศ. 1990 พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์สำคัญแห่งเมืองเชียงใหม่ ทรงร่วมกับพระมหาเมธังกรเถระ ก่อพระมหาเจดีย์ให้สูงขึ้นเป็น 92 ศอก กว้าง 52 ศอก ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
พระบรมธาตุหริภุญชัย ถือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีระกา สมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้มีการนำมวลสารผงจากองค์พระบรมธาตุหริภุญชัยมาทำเป็นพระสมเด็จจิตรลดา
ทุกปีในวันเพ็ญ เดือน 6 จะมีการจัดงาน “ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย” โดยมีการอัญเชิญน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์จาก “ดอยมะข้อ” มาร่วมในการสรงน้ำตามธรรมเนียมโบราณ
ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญ
1. วิหารหลวง ตั้งอยู่ด้านหน้าองค์พระธาตุหริภุญชัย ภายในวิหารหลวงประดิษฐานองค์พระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย สีทองเหลืองอร่ามนามว่า “พระมหามุนีศรีหริภุญชัย” วิหารหลวงสร้างเมื่อ พ.ศ. 2055 โดยพระเมืองแก้ว
พ.ศ. 2463 เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ได้นิมนต์ครูบาศรีวิชัยเป็นประธานการบูรณะ ซ่อมแซม แต่ท่านไม่ได้สร้างตามแบบเดิม โดยสร้างเป็น วิหารแบบปิดมีผนัง เปลี่ยนโครงสร้างอาคารจากเครื่องไม้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ผสานงานฝีมือระหว่างช่างพื้นบ้านกับ ช่างจากคุ้มหลวง โดยยังใช้โครงสร้างแบบม้าตั่งไหม แต่เปลี่ยนการลดชั้นหลังคาจากที่เคยชักชายปีกอ่อนช้อยลงต่ำ ให้กลายเป็นแข็งตรงเพื่อเน้นความมั่นคงแข็งแรง ผนังวิหารด้านในประดับจิตรกรรมฝาผนังเรื่องทศชาติ ด้านนอกเขียนภาพพุทธประวัติ บริเวณเสา ซุ้มประตู หน้าต่าง หน้าบัน คัน ทวย ใช้เทคนิคการหล่อแบบพิมพ์ปูนเพื่อความรวดเร็ว จากนั้นระบายสีปิดทองและประดับกระจก พร้อมทั้งสร้างพระประธานองค์กลางขนาดใหญ่ภายในวิหาร
2. วิหารพระพุทธ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ขององค์พระธาตุ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ลงรักปิดทองสมัยล้านนา เรียกว่า พระพุทธ ครูบาศรีวิชัยได้บูรณะขึ้นใหม่ เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า โครงสร้างหลังคาขื่อม้าตั่งไหม ผนังด้านในมีภาพจิตรกรรมสีน้ำพลาสติกเรื่อง มโหสถชาดก ฝ้าเพดานปิดทองล่องชาด เขียนรูปนางมณีเมขลาและเทพชุมนุม วิหารพระพุทธได้รับการบูรณะอีกครั้งใน พ.ศ. 2501
3. วิหารพระทันใจ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกขององค์พระธาตุ ภายในประดิษฐานพระเจ้าทันใจ เป็นพระพุทธรูปประทับยืน ปางอุ้มบาตร สร้างสมัยพระเจ้าติโลกราช เดิมมีพระเจ้าทันจิต เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย อยู่คู่กันภายในวิหาร แต่ได้มีการเชิญไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คราวสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการมณฑลพายัพ พ.ศ. 2469
4. วิหารพระละโว้ พระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร ภายในประดิษฐาน พระเจ้าละโว้ ตำนานเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า พ.ศ. 2334 พระเจ้ากาวิละพร้อมเจ้าอุปราช (เจ้าธัมมลังกา) และเจ้ารัตนะ หัวเมืองแก้ว (เจ้าคำฝั้น) เสนาอำมาตย์ สร้างหอยอ 4 ด้าน ของพระมหาธาตุ และสร้างพระเจ้าละโว้ ซึ่งคำว่าสร้างในที่นี้ อาจหมายถึงบูรณะ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนา โดยเฉพาะส่วนพระพักตร์ แต่พระวรกายมีลักษณะอวบอ้วนมากเป็นพิเศษ
พระหัตถ์-พระบาทอูมนูนคล้ายมือเท้านก การครองจีวรห่มคลุม ปิดอังสาทั้ง 2 ข้าง ตกแต่งด้วยวงโค้งหลายวงที่ตั้งใจทำเป็น ริ้วผ้าบริเวณรอบวงพระพาหา พระกรและจีบชายสบงเช่นนี้ นิยมกันมากในศิลปกรรมจีนสมัยราชวงศ์ถัง หากเชื่อตามตำนาน อาจมีการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหม่ครอบทับองค์เก่า ข้างใน
5. หอธัมม์หลวง หรือ หอพระไตรปิฎก จารึกหริปุญชบุรีกล่าวว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 2053 โดยพระเมืองแก้วกับพระนางสิริยศวดี เทวี พระราชมารดา ทรงให้สร้างพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ พร้อมอรรถกถาฎีกาและอนุฎีกา รวมทั้งสิ้นเป็นคัมภีร์ 420 และมีพระพุทธรูปทองคำประดิษฐานภายใน หอธัมม์หลวงมี 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นอาคารปูน ชั้นบนเป็นสถาปัตยกรรมเครื่องไม้ ประดับด้วยลวดลายฉลุไม้ลงรัก ปิดทองล่องชาดสวยงาม
๖. ซุ้มประตูโขง สร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช แต่ได้รับการบูรณะ บ่อยครั้งจนแทบไม่เหลือร่องรอยของอิฐและปูนปั้นเดิม ผนังอาคารเจาะช่องทางเดินเป็นรูปโค้งมน ได้รับอิทธิพลตะวันตก ผ่านทางศิลปะพุกามเข้าสู่ล้านนาราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ส่วนยอดเป็นทรงปราสาทหลายชั้นซ้อนกัน สองฟากฝั่งซุ้มประตูโขงมีสิงค์คู่สูงประมาณ 3 เมตร สีน้ำตาลอมแดง ยืนตระหง่านขนาบ ซ้าย-ขวา จากข้อมูลระบุว่า สร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 1990 และได้รับการบูรณะครั้งสำคัญ เมื่อปี พ.ศ. 2499
พระเทพรัตนนายก (จำรัส ทตฺตสิริ) เจ้าคณะจังหวัดลำพูน
เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร