วัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว ตั้งอยู่เลขที่ 102 หมู่ 2 ต.บ้านเรือน อ.ป่าซาง จ.ลำพูน
ตำนานพระพุทธรูปพระเจ้าตาเขียว ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ได้ทรงจาริกโปรดเวไนยสัตว์มายังแคว้นล้านนาแห่งนี้ เมื่อเสด็จมาที่ดอยจอมทองและดอยน้อย ก็เสด็จมายังถิ่นที่ตั้งของวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียวในปัจจุบัน โดยสมัยก่อน ณ ถิ่นนี้มีชนเผ่าลัวะอาศัยอยู่และทำมาหากินด้วยการทำไร่ ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ชาวลัวะผู้หนึ่งชื่อว่า เม็งคะบุตร กำลังสาละวนอยู่กับการทำไร่ ครั้นเมื่อเหลือบไปเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาก็เกิดความเกรงกลัว จึงลุกขึ้นวิ่งหนี ในการเสด็จจาริกครั้งนั้น มีพระอินทร์และเหล่าเทพยดาทั้งหลายตามเสด็จมาด้วย เมื่อลัวะเม็งคะบุตรวิ่งหนี พระอินทร์ จึงตามไปสะกิดให้เม็งคะบุตรทราบว่า นี่แหละคือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ ดังนั้นเม็งคะบุตรจึงกลับไปยังที่เดิม เมื่อเม็งคะบุตรและประชาชนใกล้เคียงได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธองค์ จึงชวนกันมาฟังพระสัทธรรม เมื่อพระพุทธองค์แสดงธรรมฟอกจิตใจของเม็งคะบุตรและ ประชาชนที่มาฟังในที่นั้นตามสมควรแล้ว พระพุทธองค์จึงทรงแสดงอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปให้ฟังอีก จนทุกคนในที่นั้นเกิดความเลื่อมใส ครั้นเมื่อจบลง พระอินทร์ซึ่งเป็นประธานในที่นั้น จึงกราบบังคมทูลขอพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อประดิษฐานไว้ ณ ที่ตรงนั้น ให้เป็นที่เคารพสักการะของอนุชนรุ่นหลังต่อไปในภายภาคหน้า ในเมื่อพระอินทร์มีความประสงค์เช่นนั้น พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงขัด จึงประทานเส้นพระเกศาให้แก่พระอินทร์ แต่สถานที่ของวัดบ้านเหล่าแต่เดิมนั้นเป็นที่ราบ ไม่มีถ้ำ เหว หรือเงื้อมผาสำหรับเก็บพระเกศา จึงรับสั่งให้ขุดอุโมงค์เพื่อบรรจุพระเกศา และป้องกันขโมยหรือผู้ร้ายที่จะมาทำลาย จากนั้นพระพุทธองค์พร้อมด้วยเหล่าเทพยดาทั้งหลาย ก็เสด็จจาริกต่อไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อไปยังวัดพระยืน ต.เวียงยอง อ.เมืองลำพูน ในปัจจุบัน
ต่อมามีการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ครอบอุโมงค์ ที่บรรจุพระเกศาธาตุไว้ โดยการสร้างองค์พระได้ดำเนินมาถึงช่วงพระศอ แต่ยังไม่มีช่างผู้ใดที่จะทำพระพักตร์ได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ยากพอสมควร ต่อมามีชีปะขาวนิรนาม ผู้หนึ่งเดินทางมายังสถานที่ก่อสร้างพระพุทธรูป และได้อาสาที่จะทำพระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นี้ให้ เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชีปะขาวผู้นั้นจึงลงมือทำพระพักตร์เอง เพียงไม่กี่วันพระพักตร์ก็เสร็จเรียบร้อยสวยงาม เป็นที่ตรึงตาตรึงใจแก่ผู้ได้พบเห็น อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปองค์นี้ยังขาดแก้วที่จะทำดวงพระเนตร ดังนั้นชีปะขาวจึงรับอาสาจะนำดวงแก้วมาบรรจุให้ ครั้นตกลงกันแล้วท่านก็เดินหายลับตาไปทางทิศตะวันออก กระทั่งวันรุ่งขึ้นท่านก็กลับมา พร้อมกับแก้วมรกตสีเขียวทึบ จำนวน 2 ลูก แล้วนำมาบรรจุเป็นนัยน์พระเนตรของพระพุทธรูปองค์นี้ เมื่อบรรจุแล้วแลดูสดสวยยิ่งนัก สร้างความฉงนสนเท่ห์แก่ผู้ที่ได้ พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ประชาชนแถบนั้นจึงขนานนามเป็นภาษาสามัญและพื้นเมืองว่า “พระเจ้าตาเขียว”
ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญ
1. พระพุทธรูปพระเจ้าตาเขียว หน้าตัก 13 ศอก สูง 18 ศอก อายุ 1,333 ปี เป็นพระพุทธรูปโบราณสมัย ทวารวดี พ.ศ. 1235 ปางสมาธิ ซึ่งเป็นพระประธานภายในพระวิหาร มีพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ใต้ฐานองค์พระ
2. พระวิหารพระเจ้าตาเขียว ด้านหน้ามีรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณอยู่ด้านซ้าย ส่วนด้านขวาเป็นรูปปั้นท้าวกุมภัณฑ์ยืนเด่นเป็นสง่าคอยปกปักรักษาพระวิหารแห่งนี้ ส่วนหน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ด้านล่างเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ หน้าบันปีกนกรูปพญานาคและเทพพนม บานประตูเป็นไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง ด้านหนึ่งเป็นลวดลายพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ส่วนอีกด้านเป็นพระนารายณ์ทรงครุฑ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เล่าถึงประวัติความเป็นมาของวัด รวมถึงเรื่องราวพุทธประวัติ
3. อุโบสถ พระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 15 พฤศจิกายน 2519 กว้าง 20×40 เมตร
4. พระเจดีย์มงคลธรรม
พระครูภาวนาโสภิต วิ.
(บุญญวิศิษฎ์ ปญญาวุฑโฒ)
เจ้าอาวาสวัดบ้านเหล่าพระเจ้าตาเขียว