วัดดอยพระบาทหงส์คำ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 42 หมู่ที่ 11 บ้านสันดอนมูล ตำบลทุ่งหัวช้าง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน
วัดดอยพระบาทหงส์คำ (วัดพระบาทตีนนก) สันนิษฐานว่าสร้างขึ้น ในสมัยพระนางเจ้าจามรี กษัตริย์แห่งเมืองลี้ มีการค้นพบร่องรอยศาสนสถานโบราณโดยรอบถึง 5 วัด อาทิ ซากเจดีย์และพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ขุดได้จากวัดร้าง สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนเผ่าลัวะเก่าในทุ่งหัวช้าง อดีตกษัตริย์ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้สร้างเจดีย์และวัดวาอารามไว้ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวลัวะ แต่ด้วยสงครามและโรคระบาด ทำให้ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น วัดวาอารามจึงถูกทิ้งร้างไป จากนั้นอีกหลายร้อยปีต่อมา ก็มีชนเผ่ากะเหรี่ยงและชาวพื้นเมือง ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่และบูรณะวัดวาอารามใหม่ จวบจนสมัยครูบาศรีวิชัย ชาวบ้านโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเลื่อมใสศรัทธาท่าน ได้นิมนต์ท่านมาบูรณะวัดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2450 ท่านก็ได้รับนิมนต์จากชาวบ้าน มาบูรณะวัดร้างแห่งนี้ ครูบาศรีวิชัยเคยปรารภถึงรอยพระบาทตีนนก หรือพระบาทหงส์คำที่อยู่บนดอย ชาวบ้านจึงพากันขึ้นไปกราบสักการะพระธาตุเจดีย์ร้างบนยอดดอย และจุดบั้งไฟถวาย เป็นพุทธบูชาตามความเชื่อเพื่อทำพิธีขอฝน พ.ศ. 2540 หลวงปู่ครูบาแก้ว พร้อมด้วยคณะได้พากันค้นหารอยตีนนก ตามคำกล่าวของพระครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี แล้วก็ได้พบรอยตีนนกบนก้อนหินใหญ่ที่เชิงดอย หลวงปู่ครูบาแก้วและ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่โดยรอบรอยตีนนก และ ได้สร้างเจดีย์ใหม่ครอบซากเจดีย์เก่า
ตำนานสมัยพุทธกาล ทุ่งหัวช้างเคยเป็นที่อยู่อาศัยของพญาหงส์คำ หนึ่งในพระชาติของพระพุทธเจ้า พญาหงส์คำ ชื่อว่า ธตรฐ มีบริวาร 96,000 ตัว อาศัยอยู่ในถ้ำทองคำ ป่าหิมพานต์ มีหงส์เสนาบดีตัวหนึ่ง ชื่อว่าหงส์สุมุขะเสนาบดี ครั้งหนึ่งหงส์เสนาบดี ได้ออกบินเที่ยวจนไปพบสระบัวงามแห่งหนึ่งใกล้เมืองสาคระนคร จึงได้กลับมาเล่าให้พญาหงส์คำฟัง และอ้อนวอนให้พระองค์พาบินไปเที่ยวเล่นน้ำที่สระบัวนั้นอีก จนสุดท้ายพระองค์ก็ใจอ่อน แต่หลังจากเล่นน้ำกันอย่างสุขสำราญแล้ว ขณะจะขึ้นจากน้ำ พญาหงส์คำกลับเสียท่าติดบ่วงนายพราน เหล่าบริวารพากันแตกตื่นบินหนี กลับป่าหิมพานต์กันหมด เหลือเพียงหงส์สุมุขะเสนาบดีเท่านั้น ที่ยังอยู่กับพญาหงส์คำผู้ติดบ่วง
พอรุ่งเช้านายพรานมาดูบ่วง จึงได้ถามสุมุขะเสนาบดีว่าเหตุใดจึงไม่บินหนี เขาตอบว่าพญาหงส์คำคือเจ้านายของข้าพเจ้าเอง นายพราน จึงกล่าวว่า ธรรมดาผู้เป็นเจ้านายย่อมมีความรอบคอบ เหตุใดนายของเจ้าจึงไม่มีความรอบคอบจนติดบ่วงของเราได้ หงส์สุมุขะเสนาบดีจึงบอกว่า “จะมีความวิบัติในคราวใด คราวนั้นถึงมีปัญญา ก็เหมือนไม่มีปัญญาถึงเข้าใกล้ข่ายใกล้บ่วง ก็ไม่รู้ได้” เมื่อนายพรานได้ยินก็ใจอ่อน จึงปล่อยพญาหงส์คำให้พ้นจากบ่วง พญาหงส์คำบอกให้นายพรานนำตนไป ถวายแก่พระราชาเพื่อรับพระราชทานรางวัล นายพรานก็ทำตาม หลังจากนั้นพญาหงส์คำก็ได้แสดงธรรมถวายแก่พระราชา พระองค์ทรงโปรดยิ่งนัก จึงขอถวายอุปัฏฐาก และขอให้พญาหงส์คำพร้อมบริวารได้อาศัยอยู่ในเมืองสาคระนครต่อไป พญาหงส์คำเห็นถึงความกตัญญูของหงส์สุมุขะเสนาบดี จึงได้เหยียบบนก้อนหินประทับรอยพระบาทไว้ (ในวัดดอยพระบาทหงส์คำ ปัจจุบัน) แล้วให้หงส์สุมุขะเสนาบดีเหยียบทับบนรอยของตนเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความกตัญญู ซึ่งในชาติต่อมานายพรานได้มาเกิดเป็นนายฉันนะอำมาตย์ หงส์สุมุขะเสนาบดีได้มาเกิดเป็นพระอานนท์ ส่วนพญาหงส์คำ ก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง
ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญ
1. พระธาตุเจดีย์
2. พระอุโบสถ
3. พระวิหาร
4. หอพระไตรปิฎก
5. ศาลาศรีวิชัยยาธัมมานุสรณ์
6. ศาลาเจ้าแม่กวนอิม
7. ศาลารอยพระพุทธบาท และรอยพระบาทหงส์คำ
8. รอยเท้าพญาหงส์โพธิสัตว์ (รอยพระบาทหงส์คำ) เป็นรอยเท้าที่พระพุทธเจ้าทรงเหยียบประทับไว้บนก้อนหิน เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพญาหงส์คำที่ อาศัยอยู่บนเขาลูกนี้ ค้นพบโดย สวาตุ๊เจ้าหล้า (พระพัฒนกรณ์ กิตติปัญโญภิกขุ) เมื่อ พ.ศ. 2553 ปัจจุบันทางวัด ได้ทาสีทองทับรอยเดิมแล้ว
9. รอยเท้าแม่กาเผือก เป็นรอยเท้าของแม่กาเผือก (พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทั้ง 5 พระองค์) เหยียบประทับไว้บนก้อนหินขนาดใหญ่ที่เชิงดอยวัด จำนวน 2 รอย มีลักษณะของรอยเท้าขนาดใกล้เคียงกัน ค้นพบโดยหลวงปู่ครูบาแก้ว (วัดทุ่งหัวช้าง อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน) เมื่อ พ.ศ. 2540 ปัจจุบันทางวัด ได้ทาสีทองทับรอยเดิม แล้วและได้มีงานประเพณีสรงน้ำรอยพระบาทในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9 เหนือ เป็นประจำทุกปี
10. รูปเหมือนครูบาศรีวิชัย
11. พระพุทธรูปพระเจ้าทันใจ
พระเกรียงศักดิ์ โชติธมโม
เจ้าอาวาสวัดดอยพระบาทหงส์คำ